พระสิริมังคลาจารย์ จอมปราชญ์แห่งล้านนาไทย

พระสิริมังคลาจารย์

ชาตกาล

พระสิริมังคลาจารย์ เป็นชาวเชียงใหม่ เกิดในรัชสมัยของพระเจ้าติโลกราช แห่งรางวงศ์มังราย ระหว่าง พ.ศ. 1985 -2030
ท่านมีนามเดิมว่า “ศรีปิงเมือง” ที่ได้ชื่ออย่างนี้ ก็เพราะว่า โยมมารดาท่านคลอดขณะหลบภัยพายุที่โคนต้นโพธิ์ โยมบิดาซึ่งมีอาชีพค้าช้าง  จึงตั้งชื่อท่านว่า “ศรีปิงเมือง”

สถานที่เกิดของพระสิริมังคลาจารย์
ในปัจจุบัน คือ หมู่บ้านตำหนัก แขวงป่าซี่ ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

บรรพชา

พระสิริมังคลาจารย์ บรรพชาเป็นสามเณรตั้งแต่อายุยังน้อย มีฉายาว่า “สิริมงฺคโล” ภาษาสามัญว่า “สิริมังคละ”  เมื่ออายุครบ (20 ปี) ก็ได้รับการอุปสมบทเป็นพระภิกษุ จำพรรษาอยู่ที่วัด “สวนขวัญ” หรือ วัดไผ่เก้ากอ นี้เองภาษาบาลีเรียกวัดนี้ว่า “เวฬุวนาราม” ปัจจุบันวัดนี้ มีชื่อว่า “วัดตำหนักสวนขวัญสิริมังคลาจารย์

ศึกษาเล่าเรียน

หลังจากบรรพชาอุปสมบทแล้ว ท่านได้เดินทางไปเรียนหนังสือในสํานักของ พระพุทธวีระ ซึ่งนักประวัติศาสตร์สันนิษฐานกันว่า พระพุทธวีระนั้นเป็นพระในนิกายลังกาวงศ์ แต่จะเรียนในประเทศไทยหรือข้ามไปเรียนที่ลังกานั้นไม่มีหลักฐานแน่ชัด เป็นแต่พบข้อความในปัจฉิมคาถาของคัมภีร์มังคลัตถทีปนีที่พระสิริมังคลาจารย์บันทึกไว้ว่า พระพุทธวีระเป็นอาจารย์ของท่าน นอกจากนั้นแล้วก็ไม่พบนามว่า พุทธวีระในบันทึกใดใดอีกเลยทั้งจากคัมภีร์ของลังกา พม่าหรือของล้านนาเองก็ตาม

แต่งคัมภีร์

พระสิริมังคลาจารย์ มีชื่อกลับมาปรากฏในประวัติศาสตร์อีกครั้ง ในรัชสมัยของพระเมืองแก้ว หรือ พระเจ้าติลกปนัดดาธิราช
เพราะท่านได้แต่งวรรณกรรมบาลีสำเร็จลงในรัชสมัยนี้ ถึง 4 เล่ม ด้วยกัน คือ

  1. เวสสันตรทีปนี  แต่งเสร็จในปี จุลศักราช 879 ตรงกับพุทธศักราช 2060 อยู่ ณ วิหารสวนขวัญ
  2. จักรวาลทีปนี แต่งเสร็จในปี จุลศักราช 882 ตรงกับพุทธศักราช 2063 อยู่ ณ วิหารสวนขวัญ
  3. สังขยาปกาสกฎีกา แต่งเสร็จในปี จุลศักราช 882 ตรงกับพุทธศักราช 2063 อยู่ ณ วิหารสวนขวัญ
  4. มังคลัตถทีปนี แต่งเสร็จในปี จุลศักราช 886 ตรงกับพุทธศักราช 2067 อยู่ ณ สุญญาคาร
วรรณกรรมทั้ง 4 เรื่องนี้เอง ที่แสดงถึงตัวตนของพระสิริมังคลาจารย์ ในความเป็นผู้คงแก่เรียน ความเป็นผู้มีความรู้ลุ่มลึกในภาษาบาลี และมีความแตกฉานในหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง แถมยังเป็นผู้มีความรอบรู้และชำนาญในคัมภีร์บาลีสายหลักและสายคัมภีร์อื่นๆอีก เช่น ไวยากรณ์สัททนีติ ด้วยความรู้ที่ลึกซึ้งหลายแขนงนี้เองที่ส่องถึงความสามารถชั้นครู คือ เป็นผู้สามารถประพันธ์(แต่งเรื่อง) โดยการผูกโครงเรื่อง สอดใส่สาระเนื้อหา สาธกนิทานประกอบ อ้างอิงหลักฐานที่สามารถจะใช้ค้นคว้าสืบศึกษาตามข้อมูลนั้นๆเป็นการอนุเคราะห์ให้ความสะดวกแก่ผู้ตามศึกษาภายหลังได้อย่าง่นาอัศจรรย์ (ดังคัมภีร์มังลัตถทีปนี)

ประการสำคัญ ท่านแสดงความเป็นนักปราชญ์ที่ไม่ครอบงำความคิดของผู้ใด เมื่อพบประเด็นที่เป็นข้อขัดแย้ง หรือเชิงขัดแย้ง ท่านจะนำข้อมูลทั้งหมดมาแสดงเสียก่อน จะไม่ตั้งธงวินิจฉัยตัดสินเอาตามความคิดเห็นของตนเป็นใหญ่ แต่จะให้อิสรภาพแก่ผู้ศึกษาว่า ความเห็นของท่านเป็นอย่างนี้ โปรดใช้ปัญญาไตร่ตรองให้รอบคอบว่า มันจะสมควร(ยุติ)กับข้อมูลใด นี่คือวิสัยของนักปราชญ์ที่ยากจะหาผู้เสมอเหมือนได้

มังคลัตถทีปนี

ผลงานแต่งวรรณกรรมบาลีของท่าน ที่โดดเด่นและสำคัญ คือ“มังคลัตถทีปนี” ปราชญ์ทางศาสนายกย่องเทียบชั้นว่า “เป็นวรรณกรรมต้นแบบ” งดงามด้วยเค้าโครงเรื่อง ภาษาสละสลวย เลือกถ้อยคำได้เหมาะสม สมบูรณ์พร้อมทั้งศาสตร์และศิลปะแห่งการประพันธ์ ไม่ด้อยไปกว่า “คัมภีร์วิสุทธิมรรค” ของ
พระพุทธโฆสาจารย์ พระอรรถกถาจารย์ชาวอินเดีย ผู้ลือนาม เมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 10 ที่ผ่านมา

หลักสูตร ป.ธ. 4

ในประเทศไทย ทางคณะสงฆ์เห็นความสำคัญดังกล่าว จึงได้ใช้คัมภีร์ “มังคลัตถทีปนี” เป็นหลักสูตรการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลี วิชาแปลมคธเป็นไทย ระดับชั้นเปรียญธรรม 4 ประโยค, เปรียญธรรม 5 ประโยค และ วิชากลับไทยเป็นมคธ ระดับชั้นเปรียญธรรม 7 ประโยค ขณะที่ “คัมภีร์วิสุทธิมรรค” เป็นหลักสูตรการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลี วิชาแปลมคธเป็นไทย ระดับชั้นเปรียญธรรม 8 ประโยค และ วิชากลับไทยเป็นมคธ ระดับชั้นเปรียญธรรม 9 ประโยค ในปัจจุบัน


จะเห็นได้ว่าพระสิริมังคลาจารย์ แม้จะเป็นภิกษุชาวล้านนา ภาษาถิ่นของท่านมิใช่ภาษาบาลี แต่ก็มีความสามารถทางภาษาบาลีชั้นเอกอุ และมีความสามารถในการแต่งคัมภีร์ ผูกเรื่องวรรณกรรมดุจมหากวี ใช้ภาษาบาลีอย่างช่ำชอง อย่างผู้เป็นนายภาษา อ้างอิงหลักฐานแน่นหนา ซื่อตรงต่อข้อมูล สำรวจตรวจสอบเรื่องราวข้อเท็จจริงความเป็นมาเป็นไปชัดเจน ดุจนักวิชาการชั้นครู ทั้งชาวต่างประเทศ และชาวไทยที่เรียบเรียงตำราทางวิชาการในปัจจุบัน

มรณภาพ

พระสิริมังคลาจารย์ นักประวัติศาสตร์บางกลุ่มลงสันนิษฐานกันว่า ท่านน่าจะมรณภาพในระหว่าง (พ.ศ.2068 – 2074) ตรงกับรัชสมัยพระเมืองเกศเกล้า เมื่อท่านได้มรณภาพแล้ว ศพของท่านคงได้รับการถวายเพลิง ณ วัดสวนดอก นี้ และได้สร้างกู่บรรจุอัฐิของท่านไว้ในบริเวณวัด ซึ่งขณะนั้นบริเวณวัดคงจะกว้างขวางกว่าในปัจจุบัน มาก ต่อมาเมื่อชุมชนขยายตัวมากขึ้น ชาวบ้านจึงได้เข้ามาจับจองแผ้วถางทําเป็นสวนในบริเวณวัด ทําให้อัฐิของท่าน ได้อยู่ในสวนของชาวบ้านที่รุกล้ําเข้ามา และได้ถูกรื้อไปเมื่อ พ.ศ. 2470 สอดคล้องกับหลักฐานที่รองอํามาตย์โทชุ่ม ณ บางช้าง ได้เล่าไว้ สันนิษฐานว่า รวมสิริอายุท่านประมาณ 47 ปี

ขอบคุณข้อมูลจาก :
ขอบคุณภาพจาก :

About วีรวงศ์

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น